── เมื่อการเขียนพู่กันก้าวข้ามความหมาย มันจึงกลายเป็นศิลปะ
เมื่อเรายืนอยู่ต่อหน้าผลงานการเขียนพู่กัน เรามักจะรู้สึกเช่นนี้อยู่เสมอ
“ไม่รู้ว่าเขียนว่าอะไร แต่กลับรู้สึกถูกดึงดูดอย่างประหลาด”
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวในการชื่นชมผลงาน
ตรงกันข้าม นี่คือช่วงเวลาที่เราได้สัมผัสแก่นแท้ของการเขียนพู่กันในฐานะศิลปะ
- การเขียนพู่กันเดิมทีคือสิ่งที่ “ต้องอ่านได้”
- ช่วงเวลาที่ “การเขียนพู่กันที่อ่านไม่ออก” ถือกำเนิด
- เมื่ออักษรถูกลดทอนให้เหลือเพียง “เส้น”
- การเขียนพู่กันถ่ายทอด “บรรยากาศ” ไม่ใช่ “ความหมาย”
- วัฒนธรรมแบบเรียนที่หล่อหลอม “การเขียนพู่กันที่ไม่จำเป็นต้องอ่าน”
- “ความไม่เข้าใจ” ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ควรถูกกำจัด
- จาก “การอ่าน” สู่ “การมอง” และไปสู่ “การรู้สึก”
- เหตุใดเราจึงถูกดึงดูดโดยการเขียนพู่กันที่อ่านไม่ออก
- บทสรุป ── เพราะอ่านไม่ออก การเขียนพู่กันจึงงดงาม
การเขียนพู่กันเดิมทีคือสิ่งที่ “ต้องอ่านได้”
อักษรถูกสร้างขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความหมาย
ดังนั้น การเขียนพู่กันจึงมีพื้นฐานอยู่ที่ “การอ่านออก”
ในเชิงประวัติศาสตร์
- ศิลาจารึก
- เอกสาร
- กฎหมายและประกาศ
- จดหมาย
ทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการสื่อสารข้อมูล
แต่เมื่อการเขียนพู่กันเริ่มถูกมองว่าเป็นศิลปะ สมมติฐานนี้ก็ค่อย ๆ สั่นคลอนลงอย่างเงียบงัน
ช่วงเวลาที่ “การเขียนพู่กันที่อ่านไม่ออก” ถือกำเนิด
ดังที่เห็นได้ชัดจาก สไตล์ตัวเขียน และต้นฉบับคะนะโบราณ
การเขียนพู่กันค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ทิศทางที่ปฏิเสธการอ่านอย่างง่ายดาย
- รูปทรงอักษรถูกบิดเบือน
- องค์ประกอบถูกตัดทอน
- เส้นพู่กันเชื่อมต่อกัน
- เส้นขอบของความหมายเลือนราง
ถึงกระนั้น มันก็ยังคงเป็นการเขียนพู่กัน
เพราะเหตุใดกัน?
เมื่ออักษรถูกลดทอนให้เหลือเพียง “เส้น”
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียนพู่กัน ไม่ใช่ตัวอักษรเอง
แต่คือการเคลื่อนไหวของเส้น
- ความเร็ว
- น้ำหนัก
- การหยุดค้าง
- การยกพู่กัน
- ความต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้ไม่หลงเหลือในฐานะความหมาย
แต่เป็นร่องรอยของร่างกาย
เมื่ออักษรไม่สามารถอ่านได้
เราจึงได้เห็น “เส้นนั้นเอง” เป็นครั้งแรก
การเขียนพู่กันถ่ายทอด “บรรยากาศ” ไม่ใช่ “ความหมาย”
แม้จะอ่านไม่ออก เราก็ยังรับรู้บางสิ่งจากผลงานได้
- ความสงบ
- ความตึงเครียด
- ความเร้าใจ
- ความอ้อยอิ่งของอารมณ์
สิ่งเหล่านี้ใกล้เคียงกับลมหายใจและสภาพจิตใจของผู้เขียน
มากกว่าความหมายของคำ
การเขียนพู่กันจึงแปรเปลี่ยน
จากสื่อที่ถ่ายทอดความหมาย
ไปสู่การแสดงออกที่ถ่ายทอดบรรยากาศและการมีอยู่
วัฒนธรรมแบบเรียนที่หล่อหลอม “การเขียนพู่กันที่ไม่จำเป็นต้องอ่าน”
แบบเรียนพู่กันและเศษต้นฉบับโบราณ
ไม่ได้มีไว้เพื่อให้อ่านทั้งหมด
- อักษรหนึ่งตัว
- หนึ่งบรรทัด
- หรือเพียงเศษเสี้ยว
สิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุสำหรับเรียนรู้ลีลาพู่กัน โครงสร้าง และการไหลของเส้น
ภายในวัฒนธรรมนี้ คำถามว่า “อ่านออกหรือไม่”
ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ
“ความไม่เข้าใจ” ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ควรถูกกำจัด
คนในยุคปัจจุบันมักให้คุณค่ากับ “ความเข้าใจได้ทันที”
แต่ความงามของการเขียนพู่กันไม่ได้เรียกร้องความเข้าใจเช่นนั้น
ตรงกันข้าม
- ไม่สามารถเข้าใจได้ในครั้งเดียว
- ความรู้สึกเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มอง
- ทำให้เราหยุดและมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คุณสมบัติเหล่านี้เองที่ทำให้การเขียนพู่กันเป็นศิลปะ
จาก “การอ่าน” สู่ “การมอง” และไปสู่ “การรู้สึก”
การเขียนพู่กันได้เปลี่ยนผ่านเป็นลำดับ
- อักษรที่ถูกอ่าน
- รูปทรงที่ถูกมอง
- การมีอยู่ที่ถูกรับรู้
“อักษรที่อ่านไม่ออก” อยู่ในขั้นสุดท้ายนี้
เมื่อก้าวข้ามความหมาย การเขียนพู่กันจึงกลายเป็นการแสดงออกที่บริสุทธิ์
เหตุใดเราจึงถูกดึงดูดโดยการเขียนพู่กันที่อ่านไม่ออก
เพราะในนั้นมีพื้นที่ว่างที่ไม่อาจอธิบายได้
มันปฏิเสธเหตุผล และพูดกับประสาทสัมผัสโดยตรง
เช่นเดียวกับดนตรีที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเนื้อร้อง
ความสั่นสะเทือนทางอารมณ์มาก่อนความเข้าใจเสมอ
บทสรุป ── เพราะอ่านไม่ออก การเขียนพู่กันจึงงดงาม
การอ่านอักษรไม่ออกไม่ใช่การขาดหาย
แต่เป็นหลักฐานของการหลุดพ้นจากความหมาย
ในขณะที่การเขียนพู่กันละทิ้งความหมาย
มันกลับโอบอุ้มเส้น เวลา ร่างกาย และจิตวิญญาณเอาไว้
ด้วยเหตุนี้เอง
“อักษรที่อ่านไม่ออก” จึงสามารถยืนหยัดเป็นความงามได้อย่างแท้จริง
Comments